เกี่ยวกับสมาคม
- วัตถุประสงค์ของสมาคม
- รายชื่อคณะกรรมการ ปี 2552-2554
- แผนผังผู้บริหาร
- รายชื่อคณะกรรมการ ปี 2554-2556
- ข้อบังคับของสมาคม
- สิทธิประโยชน์ของสมาชิก
ข้อบังคับของสมาคม
 

หมวดที่1 ข้อความทั่วไป

1. สมาคมนี้มีชื่อว่า "สมาคมอุทกธรณีวิทยาไทย" มีอักษรย่อว่า "อธท" มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Thai Hydrogeology Association ใช้อักษรย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "HAT"

2. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเส้นโค้งสีขาวคาดกลางจากเกือบมุมล่างซ้ายขึ้นไปเกือบมุมบนขวา แบ่งส่วนบนกับส่วนล่าง ส่วนบนเป็นพื้นลายเส้นสีน้ำตาลอมแดง ส่วนล่างเป็นพื้นสีฟ้าสดมีตัวย่อของสมาคมเป็นภาษาอังกฤษ "HAT" อยู่ตรงกลางของส่วนล่าง และมีชื่อสมาคมอุทกธรณีวิทยาไทยป็นภาษาไทยเขียนไว้ด้านล่างสุดของสี่เหลี่ยมผืนผ้า

3. สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ที่ เลขที่  26/83  อาคารกรมทรัพยากรน้ำบาดาล  ซอยท่านผู้หญิงพหล  ถนนงามวงศ์วาน  แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ  10900

4. วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ

4.1. เป็นศูนย์รวมด้านอุทกธรณีวิทยาและจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลของนักวิชาการผู้ปฏิบัติ ผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล และผู้สนใจเกี่ยวกับงานด้านอุทกธรณีวิทยาและการจัดการทรัพยกรน้ำบาดาล
4.2. ส่งเสริมเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านอุทกธรณีวิทยา และทรัพยากรน้ำบาดาลทั้งในและระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นให้มีการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย
4.3. ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยประชุมสัมมนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีและคำปรึกษาแนะนำองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลแห่งประเทศ
4.4. สมาคมนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

 

หมวดที่2 สมาชิก

5. สมาชิกของสมาคมมี 4 ประเภทคือ

5.1 สมาชิกสามัญประเภทบุคคล ได้แก่ บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านสำราวจ ขุดเจาะน้ำบาดาล การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน หรือที่สนใจในกิจกรรมของสามคม ที่ได้สมัครเป็นสมาชิกของสมาคม และได้ชำราะค่าสมัครและค่าบำรุงตามระเบียบแล้ว
5.2 สมาชิกสามัญปรเภทองค์กร ได้แก่ องค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แะไม่เป็นนิติบุคคลและผู้ที่สนใจในกิจกรมของสมาคม ที่ได้สมัครเป็นสมาชิกของสมาคม และได้ชำระค่าสมัครและค่าบำรุงตามระเบียนแล้ว
5.3 สมาชิกนิสิต/นักศึกษา ได้แก่ นิสิต/นักศึกษา ที่ศึกษาเกี่ยวกับด้านสำรวจ อุทกธรณ๊วิทยา ขุดเจาะน้ำบาดาล ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน หรือที่สนใจในกิจกรมของสมาคม ที่ได้สมัครเป็นสมาชิกของสมาคม และได้ชำระค่าสมัครและค่าบำรุงตามระเบียบแล้ว
5.4 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการบริหารลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคม

6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

6.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
6.2 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
6.3 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
6.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ในกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
6.5 เป็นองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับ (กรณีประเภทองค์กร)

7. ค่าลงทะเบี่ยนและค่าบำรุงสมาคม

7.1 สมาชิกสามัญประเภทบุคคล
- ค่าลงทะเบียนแรกเข้า100บาท
- ค่าบำรุงสมาคมรายปี ปีละ500บาท
- ค่าบำรุงตลอดชีพ2500บาท
7.2 สมาชิกสามัญ ประเภทองค์กร
- ค่าลงทะเบียนแรกเข้า500บาท
- ค่าบำรุงสมาคมรายปี ปีละ1000บาท
- ค่าบำรุงตลอดชีพ5000บาท
7.3 สมาชิกนิสิต/นักศึกษา
- ค่าบำรุงสมาคมรายปี ปีละ50บาท
7.4 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม

8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขาธิการ และให้เลขาธิการรวบรวมใบสมัครเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมแต่ละครั้ง เพื่อพิจารณาอนุมัติ และให้เลขาธิการแจ้งผลการรับสมัครให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

9. ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด 30 วันดังกล่าว ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการบริหาร ได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ได้มาถึงเลขาธิการของสมาคม และลงรับไว้เป็นหลักฐาน

11. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดด้วยเหตุดังต่อไปนี้

11.1 ตาย
11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
11.3 ขาดคุณสมบัติของสมาชิก
11.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการบริหารได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน
11.5 ค้างชำระค่าบำรงุประจำปีเกิน 2 ปี

12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

12.1 มีสิทธิรับประโยชน์ต่างๆ ตามที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหาร
12.3 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
12.4 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการบริหาร เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
12.5 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
12.6 เฉพาะสมาชิกสามัญประเภทบุคคล มีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
12.7 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
12.8 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
12.9 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคม
12.10 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.11 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคม ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

 

หมวดที่3 กาำรดำเนินกิจการสมาคม

13. ให้มีคณะกรรมการบริหารสมาคมคณะหนึ่ง จำนวนอย่างน้อย 10 คน อย่างมากไม่เกิน 20 คน ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม โดยคณะกรรมการบริหารประกอบด้วยตำแหน่งต่างๆ ดังนี้ โดยสังเขป

13.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ
13.2 อุปนายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม และปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมติดภารกิจหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
13.3 เลขาธิการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรการของสมาคมทั้งหมด และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็ฯเลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
13.5 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบี่ยนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก และออกบัตรประจำตัวให้แก่สมาชิก
13.6 กรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามความเหมาะสมที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีขึ้น โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ ถ้าคณะกรรมการไม่ได้กำหนดตำแหน่ง ก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง

14. การเลือกคณะกรรมการบริหารสมาคม ให้ดำเนินการเลือกตั้งเฉพาะนายกสมาคม ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเท่าน้น โดยให้สมาชิกเสนอชื่อสมาชิกผู้ที่เห็ฯสมควรจะได้รับเืเลือกตั้งเป็นนายกสาคม ต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี และมีผู้รับรองไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยที่ผู้ทีได้รับเสนอชื่อต้องอยู่ในที่ประชุมด้วย แล้วให้สมาชิกที่เข้าประชุมลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถ้ามีผู้เสนอนายกสมาคม เกินกว่า 1 คน ผู้ที่ได้เสียงากที่สุดจะได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคม เมื่อได้เป็นนายกสมาคมแล้ว ให้นายกสมาคมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมในตำแหน่งต่างๆ ตามข้อ 13 ต่อไป ทั้งนี้ ให้ติดประกาศให้สมาิชิกทราบภายใน 30 วัน นับจากวันประชุมใหญ่

15. คณะกรรมการบริหารสมาคมอาจเขิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการที่ปรึกษาได้ ตามที่เห็นสมควร กรรมการที่รปึกษาอยู่ในตำแหน่งได้เท่าวาระขอคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้งนั้น

16. คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งคราวละไม่เกิน 2 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้ 2 วาระติดกัน โดยนับตั้งแต่วันที่ประธานคณะกรรมการบริหารสมาคมได้รับเลือกตั้งในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะได้รับมอบหมายงานจากคณะกรรมการชุดเก่าแล้ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 45 วัน

17. คณะกรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งโดย

17.1 ออกตามวาระ
17.2 ตาย
17.3 ลาออก
17.4 ขาดจากสมาชิกภาพ

18. คณะกรรมการบริหารทั้งคณะ อาจพ้นจากตำแหน่งก่อนตามวาระได้เมื่อ

18.1 ลาออกทั้งคณะ
18.2 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออก
- กรรมการบริหารที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายกสมาคม และให้พ้นจากตำแหน่งได้ทันที เมื่อยื่นหนังสือต่อนายกสมาคมแล้ว
- ถ้าตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการบริหารว่างลง ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งโดยกรรมการบริหารเป็นกรรมการแทน จะอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน
- ในกรณีที่นายกสมาคมพ้นจากตำแหน่ง ให้อุปนายกสมาคมตามลำดับทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ

19. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

19.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดกับข้อบังคับฉบับนี้
19.2 มีอำนาจในการกำหนดค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงต่างๆ ของสมาคม
19.3 มีอำนาจแต่างตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
19.4 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการ จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้ง
19.5 มีอำนาจเรียประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
19.6 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ที่ยังไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
19.7 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
19.8 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
19.9 มีหน้าที่จัดใ้หมีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือขอร้อง
19.10 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการเงินทรัพย์สิน และการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกขอร้อง
19.11 จัดทำบันทึการประชุมต่างๆ ของสมาคม ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกได้รับทราบ
19.12 คณะกรรมการบริหารจะต้องประชุมกันอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อปี ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม
19.13 การประชุมคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าีึครึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
19.14 ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคม ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่4 การประชุมใหญ่

20. การประชุมใหญ่ของสมาคม มี 2 ประเภท คือ

20.1 การประชุมใหญ่สามัญ
20.2 การประชุมใหญ่วิสามัญ

21. คณะกรมการบริหาร จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี

22. การประชุมใหญ่วิสามัญอาจจะมีขึ้นได้ ก็โดยสาหตุที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควรจัดให้มีขึ้น หรือมีขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก ร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารให้จัดมีขึ้น

23. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน และจะต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน พร้อมวาระการประชุม

24. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อย ดังนี้

24.1 รับรองรายงานประชุมรอบปีที่ผ่านมา
24.2 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
24.3 แถลงบัญชี รายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกได้รับทราบ
24.4 เลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ ในกรณีที่มีการครบวาระ
24.5 เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี เมื่อครบกำหนดตามวาระแล้ว และกำหนดค่าตอบแทน
24.6 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

25. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 20 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุม ยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคม เรียกประชุมใหญ่ีอีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้น จากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุม ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

26. การลงมติในที่ประชุมใหญ่ ให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

27. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคม ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้น เลือกตั้งกันเองเพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่ 5 การเิงินและทรัพย์สิน

28. สมาคมอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

28.1 รายได้จากค่าสมัครและค่าบำรุงที่เรียกเก็บจากสมาชิก
28.2 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
28.3 รายได้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรม
28.4 ดอกผลอันเกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของสมาคม

29. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมด ให้อยู่ในความรับผิดขอบของคณะกรรมการบริหาร เงินสดของสมาคม ถ้ามีให้ฝากไว้ในธนาคาร หรือสถาบันการเงินในนามของสมาคม ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

30. การลงนามในตั๋วเงิน หรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน จึงจะถือว่าใช้ได้

31. ให้นายกสมาคม มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคม ได้ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริหารจะอนุมัติ ให้จ่ายได้ครั้งละไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ถ้าจะเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

32. ให้เหรัญญิกมีอำนาจรักษาเงินสดของสมาคม ไว้ได้ไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องฝากธนาคารในบัญชีของสมาคม ทันทีที่โอกาสอำนวย

33. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชี รายรับ-รายจ่ายและบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับเงินทุกครั้งจะต้องมีใบเสร็จรับเงินของสมาคมให้ไว้แก่ผู้จ่ายเงิน เพื่อเป็นหลักฐานทุกครั้งที่มีการรับเิงิน และการจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทน

34. ปีการเงินของสมาคม ให้ถือตามปีปฏิทิน

 

หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลง แก้ไข ข้อบังคับ และการยกเลิกสมาคม

35. ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประกอบใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมไ่ม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาิชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด หรือมีการลงคะแนนเป็นลายลักษณ์อักษร หากสมาชิกสามัญไม่สามารถมาร่วมประชุมด้วยตนเองได้

36. การยกเลิกสมาคม จะยกเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม มติที่ประชุมใหญ่ให้ยกเลิกสาคน จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

37. เมื่อสมาคมต้องยกเลิกแล้ว เงินและทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่ภายหลังจากการชำระบัญชีเรียบร้อยแล้ว จะต้องโอนให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิ ที่มีวัีตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะประโยชน์ ตามมติที่ประชุม

 

หมวดที่ 7 บทเฉพาะกาล

38. ข้อบังคับฉบับนี้ ให้เริ่มบังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาต ให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

39. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ และสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป

 
 

 

 
 
สมาคมอุทกธรณีวิทยาไทย 26 ซอยท่านผู้หญิงพหลฯ ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร.0-2299-3904 โทรสาร.0-2299-3970